RAID (Redundant Array of Independent Disks)

RAID (Redundant Array of Independent Disks) คืออะไร

RAID (Redundant Array of Independent Disks) หรือ อาร์เรย์อิสระของจานบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน เป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้การรวมกันของฮาร์ดไดรฟ์หลายตัวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ความจุ หรือความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดย RAID จะกระจายข้อมูลไปทั่วไดรฟ์ต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ กัน ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป

วัตถุประสงค์ของ RAID

  • เพิ่มประสิทธิภาพ: RAID สามารถเพิ่มความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลได้โดยการกระจายข้อมูลไปทั่วไดรฟ์หลายตัว
  • เพิ่มความจุ: RAID สามารถรวมความจุของไดรฟ์หลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือ: RAID สามารถปกป้องข้อมูลจากการสูญหายได้โดยการทำสำเนาข้อมูลไว้ในไดรฟ์หลายตัว

ระดับของ RAID ที่นิยมใช้

  • RAID 0 (Striping):
    • กระจายข้อมูลไปทั่วไดรฟ์หลายตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
    • ไม่มีการทำสำเนาข้อมูล หากไดรฟ์ใดไดรฟ์หนึ่งเสีย ข้อมูลทั้งหมดจะสูญหาย
    • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การตัดต่อวิดีโอ
  • RAID 1 (Mirroring):
    • ทำสำเนาข้อมูลไว้ในไดรฟ์หลายตัวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
    • หากไดรฟ์ใดไดรฟ์หนึ่งเสีย ข้อมูลยังคงอยู่ในไดรฟ์อื่นๆ
    • ใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพียงครึ่งเดียวของความจุทั้งหมด
    • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เช่น ฐานข้อมูล
  • RAID 5 (Striping with Parity):
    • กระจายข้อมูลและข้อมูล Parity (ข้อมูลตรวจสอบความผิดพลาด) ไปทั่วไดรฟ์หลายตัว
    • หากไดรฟ์ใดไดรฟ์หนึ่งเสีย สามารถสร้างข้อมูลใหม่ได้จากข้อมูล Parity
    • ต้องการไดรฟ์อย่างน้อย 3 ตัว
    • ให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความจุ และความน่าเชื่อถือ
    • เหมาะสำหรับเซิร์ฟเวอร์และ NAS
  • RAID 6 (Striping with Double Parity):
    • คล้ายกับ RAID 5 แต่มีข้อมูล Parity สองชุด
    • สามารถทนต่อการสูญเสียของไดรฟ์ 2 ตัวพร้อมกันได้
    • ต้องการไดรฟ์อย่างน้อย 4 ตัว
    • ให้ความน่าเชื่อถือสูงกว่า RAID 5
  • RAID 10 (1+0) (Mirroring and Striping):
    • รวมข้อดีของ RAID 1 และ RAID 0
    • ทำสำเนาข้อมูลไว้ในไดรฟ์หลายตัวและกระจายข้อมูลไปทั่วไดรฟ์เหล่านั้น
    • ให้ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูง
    • ต้องการไดรฟ์อย่างน้อย 4 ตัว
    • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูง

ข้อควรพิจารณา

  • การเลือกระดับ RAID ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณ
  • RAID ไม่ใช่การสำรองข้อมูล RAID ช่วยปกป้องข้อมูลจากการสูญหายเนื่องจากความล้มเหลวของฮาร์ดไดรฟ์ แต่ไม่ได้ปกป้องข้อมูลจากการสูญหายเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ไวรัสหรือการลบข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ควรมีการสำรองข้อมูลที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ

ควรใช้ RIAD ไดกับ Server ขนาดใหญ่

สำหรับ Server ขนาดใหญ่ การเลือกระบบ RAID ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น:

  • ความสำคัญของข้อมูล:
    • หากข้อมูลมีความสำคัญมากและต้องการความน่าเชื่อถือสูง RAID 6 หรือ RAID 10 เป็นตัวเลือกที่ดี
    • หากประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ RAID 10 จะให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  • ความจุที่ต้องการ:
    • RAID 5 และ RAID 6 ให้ความจุที่ใช้งานได้มากกว่า RAID 10
  • งบประมาณ:
    • RAID 10 ต้องการจำนวนไดรฟ์มากกว่า RAID 5 หรือ RAID 6
  • ประเภทของงาน:
    • สำหรับงานที่ต้องการการอ่าน/เขียนข้อมูลจำนวนมาก เช่น ฐานข้อมูล RAID 10 จะเหมาะสมกว่า
    • สำหรับงานจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ RAID 5 หรือ RAID 6 จะเป็นตัวเลือกที่ดี

โดยทั่วไปสำหรับ Server ขนาดใหญ่ จะนิยมใช้ RAID ดังนี้

  • RAID 10:
    • ให้ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูง
    • เหมาะสำหรับฐานข้อมูลและแอปพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพสูง
    • ต้องการจำนวนไดรฟ์มากกว่า RAID 5 หรือ RAID 6
  • RAID 6:
    • ให้ความน่าเชื่อถือสูง สามารถทนต่อการสูญเสียไดรฟ์ 2 ตัว
    • เหมาะสำหรับงานจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่
    • มีประสิทธิภาพรองลงมาจาก RAID 10
  • RAID 5:
    • เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความจุ และความน่าเชื่อถือ
    • เหมาะสำหรับเซิร์ฟเวอร์และ NAS
    • แต่ความน่าเชื่อถือจะน้อยกว่า RAID6

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม:

  • การใช้ Hardware RAID จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า Software RAID
  • ควรมีการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ แม้จะใช้ RAID ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
  • การเลือกใช้ HDD แบบ Enterprise จะให้ความน่าเชื่อถือที่สูงกว่า HDD แบบทั่วไป

ดังนั้น การเลือกระบบ RAID ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ Server ขนาดใหญ่ ควรพิจารณาจากความต้องการเฉพาะขององค์กรและลักษณะการใช้งานของ Server นั้นๆ

Spread the love