4 สายพันธุ์กินแมลงที่น่าเลี้ยง ต้นไม้กินแมลง (carnivorous plant)

พืชกินแมลง (Carnivorous plants) เป็นกลุ่มพืชที่มีความสามารถพิเศษในการดักจับและย่อยสัตว์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะแมลงและแมงมุม เพื่อนำสารอาหารที่ได้ไปใช้ในการเจริญเติบโต พืชเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดินมีสารอาหารต่ำ เช่น ดินทราย ดินพรุ หรือบริเวณที่มีน้ำขัง การกินแมลงจึงเป็นกลไกการปรับตัวเพื่อชดเชยสารอาหารที่ขาดแคลน โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัส

พืชกินแมลงมีวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนรูปร่างของใบและส่วนต่างๆ ให้เป็นกับดักที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อดักจับเหยื่อ เช่น กับดักแบบหนีบ (กาบหอยแครง), กับดักแบบหลุม (หม้อข้าวหม้อแกงลิง), กับดักแบบกระดาษเหนียว (หยาดน้ำค้าง), กับดักแบบสูบ (สาหร่ายข้าวเหนียว) และกับดักแบบไห (หยาดน้ำค้างแคระ) กลไกการทำงานของกับดักแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือการจับเหยื่อและย่อยสลายเพื่อดูดซึมสารอาหาร

4 สายพันธุ์พืชกินแมลงที่น่าเลี้ยง ต้นไม้กินแมลง

พืชกินแมลงวงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthaceae) เป็นกลุ่มพืชที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยกับดักรูปทรงหม้อที่ปลายใบ

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthaceae)

พืชกินแมลงวงศ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthaceae) เป็นกลุ่มพืชที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยกับดักรูปทรงหม้อที่ปลายใบ ซึ่งพัฒนามาจากเส้นกลางใบที่ยืดยาวออกไป กับดักเหล่านี้มีของเหลวที่ย่อยสลายแมลงและสัตว์ขนาดเล็กที่ตกลงไป ทำให้พืชได้รับสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะไนโตรเจน พืชวงศ์นี้มีมากกว่า 150 ชนิด กระจายพันธุ์ในเขตร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และมาดากัสการ์ มักพบขึ้นตามที่ลุ่ม แต่ในระยะหลังพบมากขึ้นตามภูเขาที่มีอากาศร้อนตอนกลางวันและหนาวเย็นตอนกลางคืน

ลักษณะทั่วไปของหม้อข้าวหม้อแกงลิงคือเป็นไม้เลื้อยหรือไม้พุ่ม มีใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลม เส้นกลางใบนูนเป็นสันแข็งด้านท้องใบและยืดยาวออกเป็นสาย ส่วนปลายของสายนี้จะพัฒนาเป็นกับดักรูปทรงหม้อที่มีฝาปิด กับดักมีหลายขนาดและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ บางชนิดมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร ในขณะที่บางชนิดมีขนาดใหญ่ถึง 30 เซนติเมตร ภายในกับดักมีของเหลวที่มีเอนไซม์ย่อยสลายเหยื่อ

การดูแลรักษาหม้อข้าวหม้อแกงลิงต้องให้ความสำคัญกับความชื้นและแสงแดด พืชเหล่านี้ชอบความชื้นสูง ควรรดน้ำด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำฝนให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ต้องระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไปเพราะอาจทำให้รากเน่าได้ หม้อข้าวหม้อแกงลิงต้องการแสงแดดรำไร ควรวางในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แต่หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงที่ร้อนจัด วัสดุปลูกควรเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี เช่น พีทมอส สแฟกนัมมอส หรือเพอร์ไลต์ หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากอาจทำให้รากไหม้ได้

ซาร์ราซีเนีย (Sarracenia) เป็นพืชกินแมลงที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยมีใบที่พัฒนาเป็นกับดักรูปทรงกรวยหรือท่อสูงตั้งตรง

ซาร์ราซีเนีย (Sarracenia)

ซาร์ราซีเนีย (Sarracenia) เป็นพืชกินแมลงที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยมีใบที่พัฒนาเป็นกับดักรูปทรงกรวยหรือท่อสูงตั้งตรง ปากท่อมีฝาปิดเพื่อป้องกันน้ำฝน และภายในท่อมีของเหลวที่มีเอนไซม์ย่อยสลายแมลงที่ตกลงไป พืชวงศ์นี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ และมีหลากหลายสายพันธุ์ที่มีสีสันและรูปร่างแตกต่างกันไป ซาร์ราซีเนียเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยง เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่สวยงามและแปลกตา

ลักษณะทั่วไปของซาร์ราซีเนียคือมีใบที่ปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงกรวยหรือท่อสูงตั้งตรง ปากท่อมีฝาปิด และภายในท่อมีขนอ่อนที่ชี้ลงด้านล่าง เพื่อป้องกันแมลงปีนหนี กับดักมีสีสันหลากหลาย เช่น สีเขียว สีแดง สีเหลือง หรือสีม่วง และมีลวดลายที่สวยงาม ดอกของซาร์ราซีเนียมีก้านดอกยาว และมีสีสันสดใส เช่น สีแดง สีเหลือง หรือสีม่วง

การดูแลรักษาซาร์ราซีเนียต้องให้ความสำคัญกับแสงแดด น้ำ และวัสดุปลูก พืชเหล่านี้ชอบแสงแดดจัด ควรรดน้ำด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำฝนให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ต้องระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไป วัสดุปลูกควรเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี เช่น พีทมอส สแฟกนัมมอส หรือเพอร์ไลต์ หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากอาจทำให้รากไหม้ได้ ซาร์ราซีเนียเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่หนาวจัด

กาบหอยแครง (Venus Flytrap) เป็นพืชกินแมลงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี ด้วยลักษณะเด่นคือใบที่ปรับเปลี่ยนเป็นกับดักคล้ายเปลือกหอยสองฝา

กาบหอยแครง (Venus Flytrap)

กาบหอยแครง (Venus Flytrap) เป็นพืชกินแมลงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี ด้วยลักษณะเด่นคือใบที่ปรับเปลี่ยนเป็นกับดักคล้ายเปลือกหอยสองฝา ขอบใบมีซี่ฟันแหลมคม เมื่อแมลงมาสัมผัสขนอ่อนภายในกับดัก จะทำให้กับดักปิดลงอย่างรวดเร็วเพื่อจับเหยื่อ กาบหอยแครงมีถิ่นกำเนิดในบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลของสหรัฐอเมริกา และเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยง เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจและกลไกการดักจับเหยื่อที่น่าทึ่ง

ลักษณะทั่วไปของกาบหอยแครงคือเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีใบที่พัฒนาเป็นกับดักรูปทรงคล้ายเปลือกหอยสองฝา แต่ละฝามีขนอ่อน 3 เส้นที่ไวต่อการสัมผัส เมื่อแมลงมาสัมผัสขนเหล่านี้สองครั้งในระยะเวลาสั้นๆ กับดักจะปิดลงอย่างรวดเร็วเพื่อจับเหยื่อ ใบมีสีเขียวหรือแดงสดใส และมีลวดลายที่สวยงาม ดอกของกาบหอยแครงมีก้านดอกยาว และมีสีขาว

การดูแลรักษากาบหอยแครงต้องให้ความสำคัญกับแสงแดด น้ำ และวัสดุปลูก พืชเหล่านี้ชอบแสงแดดจัด ควรรดน้ำด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำฝนให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ต้องระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไป วัสดุปลูกควรเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี เช่น พีทมอส สแฟกนัมมอส หรือเพอร์ไลต์ หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากอาจทำให้รากไหม้ได้ กาบหอยแครงเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่หนาวจัด

หยาดน้ำค้าง (Drosera) เป็นพืชกินแมลงที่มีความหลากหลายมากที่สุดสกุลหนึ่ง มีมากกว่า 190 ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก

หยาดน้ำค้าง (Drosera)

หยาดน้ำค้าง (Drosera) เป็นพืชกินแมลงที่มีความหลากหลายมากที่สุดสกุลหนึ่ง มีมากกว่า 190 ชนิด กระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก ตั้งแต่เขตร้อนชื้นไปจนถึงเขตหนาวเย็น พืชในสกุลนี้มีลักษณะเด่นคือใบที่มีขนต่อมจำนวนมาก ปลายขนมีของเหลวเหนียวคล้ายหยดน้ำค้าง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “หยาดน้ำค้าง” ของเหลวนี้มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายแมลงที่มาติดกับดัก หยาดน้ำค้างมีรูปแบบการดักจับเหยื่อที่หลากหลาย ตั้งแต่การม้วนใบเข้าหาเหยื่อ ไปจนถึงการใช้ขนต่อมดักจับเหยื่อ

ลักษณะทั่วไปของหยาดน้ำค้างคือเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีใบที่เรียงเป็นกระจุกหรือเรียงสลับ ใบมีรูปร่างหลากหลาย ตั้งแต่รูปช้อน รูปไข่ ไปจนถึงรูปเส้นด้าย ปลายใบมีขนต่อมจำนวนมาก ซึ่งมีสีสันสวยงาม เช่น สีแดง สีชมพู หรือสีเขียว ดอกของหยาดน้ำค้างมีขนาดเล็ก มีสีขาวหรือสีชมพู และออกเป็นช่อ

การดูแลรักษาหยาดน้ำค้างต้องให้ความสำคัญกับแสงแดด น้ำ และวัสดุปลูก พืชเหล่านี้ชอบแสงแดดจัด ควรรดน้ำด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำฝนให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่ต้องระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไป วัสดุปลูกควรเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี เช่น พีทมอส สแฟกนัมมอส หรือเพอร์ไลต์ หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากอาจทำให้รากไหม้ได้ หยาดน้ำค้างเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่หลากหลาย แต่ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่หนาวจัด

การปลูกเลี้ยง

ในบรรดาพืชกินแมลงทั้งหมดที่กล่าวมา หม้อข้าวหม้อแกงลิง จัดเป็นพืชกินแมลงที่นิยมปลูกเลี้ยงมากที่สุดในเมืองไทย ซึ่งวิธีการปลูกเลี้ยงให้สวยงามนั้นควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก หม้อข้าวหม้อแกงลิงส่วนใหญ่ชอบแดดครึ่งวันจนถึงเต็มวัน (หากซื้อมาจากร้านต้นไม้ควรค่อย ๆปรับสภาพแสงในการปลูกเลี้ยง) หากปลูกในโรงเรือนควรพรางแสงสัก 50 เปอร์เซ็นต์ บางชนิดหากได้รับอากาศเย็นจะได้สีสวย
  • การรดน้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้เครื่องปลูกแห้งเกินไป
  • วัสดุปลูก ควรเลือกที่หาง่ายและราคาถูก สูตรวัสดุปลูกของสวนน้ำใสคือ กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว และทราย อัตราส่วน 2 : 1: 1 บางคนอาจใช้สแฟกนัมมอสส์หรือเพอร์ไลต์ ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่ดีแต่มีราคาแพง
  • ปุ๋ย ให้ปุ๋ยละลายช้าแบบ 3 เดือน และเสริมด้วยปุ๋ยกล้วยไม้ ซึ่งเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำประมาณเดือนละครั้ง
  • การขยายพันธุ์ ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่แยกหน่อมาปักชำ เพาะเมล็ด และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่มีดอกแยกเพศ ต้องนำเกสรตัวผู้และตัวเมียจากคนละต้นมาผสมกันให้ติดเมล็ด จึงทำให้เกิดลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ ๆมากมาย

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

Spread the love